Monday, September 21, 2026

Red Stones and Altiplanic Lagoons- Chile

หลังจากเยี่ยมชมเขตอนุรักษ์นกฟลามิงโกเสร็จ เราเดินทางต่อไปสู่อุทธยานหินแดง (Red Stones หรือ Piedras Rojas) จุดที่ภูมิประเทศเปลี่ยนจากสีทองของทะเลทรายเป็นโทนแดงเข้มราวกับถูกแต้มสีไว้ทั้งผืนหิน


ก้อนหินเหล่านี้เกิดจากลาวาโบราณที่มีธาตุเหล็กสูง เมื่อเวลาผ่านไปจึงถูกออกซิไดซ์จนกลายเป็นสีแดงสดโดดเด่น ตัดกับ ทะเลสาบสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ และพื้นเกลือขาวของ Salar de Talar จนเหมือนฉากเหนือจริงที่ธรรมชาติบรรจงวาดขึ้น 


Red Stones ตั้งอยู่บนที่ราบสูงแอนดีส ระดับความสูงราว 3,950–4,200 เมตร แม้เส้นทางจะดูง่าย แต่พอเริ่มเดินไม่กี่นาที ฉันก็รู้ทันทีว่าร่างกายกำลังสู้กับความสูง ลมหายใจสั้นลง แรงหายไปอย่างรวดเร็ว ต้องหยุดพักเป็นช่วง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินต่ออย่างระมัดระวัง



แต่เมื่อไปถึงจุดชมวิว ทุกความเหนื่อยเหมือนถูกลมแรงบนที่ราบสูงพัดหายไป

ตรงหน้าคือ ทะเลสาบสีฟ้าใส ที่สะท้อนภูเขาไฟและท้องฟ้าอย่างสมบูรณ์แบบ น้ำเรียบนิ่งจนเหมือนกระจกใส เมฆที่ลอยผ่านเหนือหัวปรากฏอีกครั้งในผืนน้ำด้านล่างราวกับภาพซ้อนที่สวยเกินจริง


 

วันนั้นแทบไม่มีลม ทำให้การถ่ายรูปง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ — แค่ยกกล้องขึ้นก็ได้ภาพเหมือนโปสการ์ดทันที ความนิ่งของน้ำทำให้ทุกอย่างดูสงบ ละเอียด และงดงามจนลืมไปเลยว่าฉันเพิ่งหายใจติดขัดจากอาการแพ้ความสูง

ทะเลสาบข้าง Piedras Rojas เป็นส่วนหนึ่งของระบบทะเลสาบบนที่ราบสูงของ Salar de Talar


น้ำสีเทอร์ควอยซ์สดใสเกิดจากแร่ธาตุในพื้นที่ ทำให้สีของน้ำตัดกับหินแดงเข้มอย่างสวยจนแทบไม่เชื่อว่าเป็นของจริง หลายคนเรียกที่นี่ว่า Laguna de Aguas Calientes หรือรวมอยู่ในกลุ่ม Altiplanic Lagoon

 

ระหว่างทางเดินกลับ อาการแพ้ความสูงของฉันเริ่มหนักขึ้น หัวมึน ลมหายใจสั้น และแรงแทบหมด แม้จะหยุดพักเป็นระยะ แต่ร่างกายก็ไม่ค่อยตอบสนองเหมือนตอนขามาแล้ว


 สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นทำให้ฉันประทับใจมากกว่าวิวตรงหน้า เพื่อนร่วมทัวร์หลายคนเข้ามาช่วยโดยไม่ต้องเอ่ยปาก


บางคนช่วยถือกล้องและกระเป๋า บางคนเดินประกบคอยถามว่าโอเคไหม อีกคนยื่นลูกอมใบโคคาให้ลองกิน แม้รสจะขมแต่ช่วยให้ดีขึ้นเล็กน้อย และที่สำคัญคือทำให้รู้สึกว่า ฉันไม่ได้เดินอยู่คนเดียว


ในที่ราบสูงเกือบ 4,000 เมตรที่อากาศเบาบางจนทำให้ร่างกายอ่อนแรง กลับเป็นที่ที่ฉันได้เห็นความอบอุ่นของมนุษย์ชัดเจนที่สุด


น้ำใจเล็ก ๆ เหล่านี้ทำให้การเดินกลับที่ยากลำบาก กลายเป็นความทรงจำที่งดงามไม่แพ้สีฟ้าของทะเลสาบเลย


 บทเรียนจากวันที่แพ้ความสูง

ที่สูงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ — ต้องพักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำเยอะ

เดินช้า ๆ และฟังร่างกายตัวเองเสมอ

ความงามบางอย่างต้องแลกด้วยความพยายาม แต่ก็คุ้มค่ามากจริง ๆ


สรุปว่า Red Stones ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นประสบการณ์ที่ผสมทั้งความงดงาม ความท้าทาย และความอบอุ่นของผู้คน


วันที่ฉันแพ้ความสูงอาจไม่ใช่วันที่เดินง่ายที่สุด แต่เป็นวันที่ฉันได้เห็นหนึ่งในวิวที่สวยที่สุดในชีวิต

หลังจากชม Red Stones เราเดินทางต่อไปยังหนึ่งในไฮไลต์ของอะตาคามา: Altiplanic Lagoons ซึ่งประกอบด้วยทะเลสาบชื่อดังอย่าง Miscanti และ Miñiques สองทะเลสาบนี้ตั้งอยู่สูงกว่า 4,100 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และถูกคั่นด้วยสันลาวาเก่าแก่จากภูเขาไฟที่ให้ชื่อแก่ทะเลสาบทั้งคู่


สิ่งแรกที่เห็นคือ น้ำสีฟ้าเทอร์ควอยซ์เข้ม ที่ตัดกับภูมิประเทศแห้งแล้งและยอดเขาที่มีหิมะปกคลุม เป็นภาพที่ทั้งสงบ ทั้งทรงพลัง และทั้งเหนือจริงในเวลาเดียวกัน ที่นี่ยังเป็น แหล่งดูนกสำคัญ มีทั้งฟลามิงโกและนกหายากอย่าง horned coots อาศัยอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำบนที่สูงนี้


อากาศบางและเย็นจัด แต่ความเงียบของพื้นที่ทำให้รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดนิ่ง ภาพที่คุณถ่ายจากที่นี่ไม่ว่าจะเป็นผืนน้ำสีฟ้าเข้ม ภูเขาไฟสูงตระหง่าน หรือเงาสะท้อนที่นิ่งสนิท—ล้วนเป็นเอกลักษณ์ของ Altiplanic Lagoons ที่ไม่มีที่ไหนเหมือน



November 2025


Friday, September 18, 2026

Atacama Desert - Chile

ออกเดินทางสู่ทุกมุมของชิลีเริ่มต้นที่ทะเลทรายอะตาคามา

ชิลีเป็นประเทศที่ยาวจากเหนือสู่ใต้ เหมือนด้ายที่พาดผ่านภูมิประเทศหลากหลาย ทั้งทะเลทราย ภูเขา ที่ราบ และชายฝั่งทะเล การผจญภัยครั้งนี้เริ่มต้นที่หนึ่งในสถานที่มหัศจรรย์ที่สุดของโลก—ทะเลทรายอะตาคามา (Atacama Desert) ดินแดนแห้งแล้งที่กลับเต็มไปด้วยสีสันและชีวิตที่ซ่อนอยู่ในทุกมุม

San Pedro de Atacama – เมืองเล็กกลางทะเลทรายที่เต็มไปด้วยเสน่ห์

ฉันบินมาถึงเมือง Calama ก่อนจะเดินทางต่อไปยัง San Pedro de Atacama เมืองเล็ก ๆ ที่สร้างจากดินแดงอัดแห้ง (adobe) ทั้งอบอุ่นและมีเสน่ห์แบบบ้านทะเลทราย เดินเล่นตามถนนสายเล็ก ๆ ก็จะเจอร้านขายงานฝีมือ ตลาดท้องถิ่น และผู้คนที่ยิ้มแย้มต้อนรับนักเดินทาง

ยิ่งพระอาทิตย์ตกดิน เมืองนี้ยิ่งมีมนต์ขลัง—ท้องฟ้าเปิดกว้างจนเห็นดาวเต็มฟ้าแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ใครอยากเพิ่มความพิเศษให้คืนแรกที่อะตาคามา ที่นี่มี ทัวร์ดูดาว ให้เลือกด้วย แต่ฉันเดินทางมาไกล เลยขอนอนหลับให้เต็มที่ เพื่อชื่นชมความงามของพื้นที่นี้ในวันรุ่งขึ้น

เช้าวันต่อมาเรามีแผนเพื่อ เดินทางไปยังศูนย์รักษาพันธุ์นกฟลามิงโก้ Flamingo Reserve



ระหว่างทางสู่ทะเลสาบบนที่สูง เราผ่านจุดที่น่าสนใจมากอีกแห่งคือ Tropic of Capricorn หรือ “เส้นทรอปิคออฟแคปริคอร์น” ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นละติจูดสำคัญของโลก เส้นนี้คือขอบเขตด้านใต้ของเขตร้อน และเป็นจุดที่ดวงอาทิตย์สามารถตั้งฉากเหนือศีรษะได้หนึ่งครั้งต่อปี

การได้มายืนอยู่บนเส้นละติจูดที่เราเคยเห็นแต่ในแผนที่ เป็นความรู้สึกแปลกดี—เหมือนเราได้สัมผัสโลกในมิติที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อน



พื้นที่รอบ ๆ เงียบสงบ มีป้ายบอกตำแหน่งให้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก และวิวทะเลทรายกว้างไกลสุดสายตา ทำให้ที่นี่เป็นอีกหนึ่งจุดแวะที่ทั้งเรียบง่ายและมีความหมายทางภูมิศาสตร์



ก่อนจะเดินทางต่อไป รถพาเรามาหยุดที่ หมู่บ้าน Socaire หมู่บ้านชาวพื้นเมือง Atacameño ที่ตั้งอยู่บนระดับความสูงราว 3,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และมองเห็นวิวของทะเลเกลือ Salar de Atacama แบบกว้างสุดสายตา 


ที่นี่เป็นจุดพักยอดนิยมของนักเดินทาง เพราะอากาศเย็นและบางเบา การได้หยุดทานอาหารเช้าที่ทางบริษัททัวร์เตรียมมาเป็นอย่างดี ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ ทำให้รู้สึกเหมือนได้ชาร์จพลังก่อนลุยต่อ


หลังอาหารเช้าเราเดินทางต่อไป คนขับรถตาดีมาก เขาเห็นตัว Viscacha ซึ่งเป็นสัตว์ฟันแทะหน้าตาคล้ายกระต่ายแต่มีหางฟูยาวเหมือนกระรอก อาศัยอยู่ตามโขดหินบนเทือกเขาแอนดีส และมักนั่งนิ่ง ๆ เหมือนง่วงตลอดเวลา ทำให้ดูน่ารักเป็นพิเศษ เราโชคดีมากที่ได้เห็นเจ้าตัวนี้ออกมานั่งข้างทางท่ามกลางภุเขาหินให้ถ่ายรูปแบบเต็ม ๆ เพราะมันไม่ค่อยปรากฏตัวให้เห็นบ่อยนักในธรรมชาติแบบนี้


นอกจากนั้นเรายังได้เห็นฝูง Vicuna ซึ่งเป็นสัตว์ป่าตระกูลอูฐที่เล็กที่สุดในเทือกเขาแอนดีส มีขนสีน้ำตาลทองและคอยาวสง่างาม ดูคล้ายอัลปากาแต่ตัวเล็กกว่าและมีรูปร่างปราดเปรียวกว่า 

มันอาศัยอยู่บนพื้นที่สูงกว่า 3,200–4,800 เมตร และมักเดินหากินอย่างสงบตามทุ่งหญ้าแห้งบนที่สูงของอะตาคามา ทำให้เป็นหนึ่งในสัตว์สัญลักษณ์ของภูมิภาคนี้และเป็นโมเมนต์ที่สวยงามมากเวลาถ่ายภาพกลางฉากหลังภูเขาไฟและทุ่งหญ้ากว้างไกล



Volcán Licancabur — ภูเขาไฟทรงกรวยสมบูรณ์แบบที่เฝ้ามองทะเลทรายอะตาคามาอย่างสงบนิ่ง ความงามที่ทั้งเรียบง่ายและทรงพลังกลางผืนดินสูงเสียดฟ้า


รถเคลื่อนตัวต่อไปเรื่อย ๆ แล้วนกกระจอกเทศที่เรียกว่า Suri หรือ Andean Rhea ก็ปรากฏตัวออกมา 


นกพันธุ์นี้เป็นนกขนาดใหญ่ที่บินไม่ได้ พบได้บนที่ราบสูงของเทือกเขาแอนดีสในชิลี โบลิเวีย และเปรู ลักษณะเด่นคือขนสีเทาน้ำตาล ฟูเป็นพวง และมีคอยาว 


พวกมันมักเดินเป็นฝูงในทุ่งหญ้าแห้งบนพื้นที่สูง และเคลื่อนไหวอย่างสงบแบบไม่รีบร้อน ทำให้เป็นหนึ่งในสัตว์ที่ดูสง่างามที่สุดของภูมิภาคอะตาคามา


ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึง Flamingo Reserve – บ้านของนกฟลามิงโกสีหวานกลางทะเลทราย จุดที่ได้เห็นนกฟลามิงโกในถิ่นอาศัยจริง ๆ สีชมพูตัดกับฉากหลังของทะเลทรายและภูเขาไฟไกล ๆ เป็นภาพที่สวยจนต้องหยุดหายใจ


เขตอนุรักษ์ฟลามิงโกในอะตาคามาเป็นหนึ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญที่สุดของชิลี แม้จะอยู่กลางทะเลทรายที่แห้งที่สุดในโลก แต่ที่นี่กลับเป็นแหล่งน้ำเค็มธรรมชาติที่เต็มไปด้วยแพลงก์ตอนและสาหร่าย ซึ่งเป็นอาหารหลักของฟลามิงโก


ทำให้พวกมันมีสีชมพูสวยสดอย่างที่เห็นในภาพ



พื้นที่นี้ประกอบด้วยลากูนหลายแห่ง เช่น Chaxa Lagoon ที่น้ำใสสะท้อนท้องฟ้า และมีฉากหลังเป็นภูเขาไฟสูงตระหง่าน ฟลามิงโกมักยืนเรียงกันอย่างสงบ เดินหากินช้า ๆ และบางครั้งก็โบยบินเหนือผืนน้ำ เป็นหนึ่งในภาพที่งดงามที่สุดของอะตาคามา 

Salt Flat หรือ Salar de Atacama คือทะเลเกลือขนาดมหึมาใจกลางทะเลทรายอะตาคามา พื้นเกลือแตกเป็นลวดลายธรรมชาติ สีขาวตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าเข้ม ทำให้ทุกภาพที่ถ่ายออกมาดูเหมือนฉากจากอีกโลกหนึ่ง


ใต้พื้นเกลือมีน้ำเค็มอยู่ลึกลงไป ทำให้เกิดลากูนเล็ก ๆ ที่เป็นแหล่งอาหารของฟลามิงโกและสัตว์ท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น นกน้ำและกิ้งก่าบางสายพันธุ์  


การที่สัตว์ต่างชนิดมาใช้พื้นที่เดียวกันแบบนี้คือเอกลักษณ์ของระบบนิเวศอะตาคามา—แห้งแล้งแต่เต็มไปด้วยชีวิตที่ปรับตัวอย่างน่าทึ่ง

November 2025.

Saturday, August 01, 2026

BC Mountains

 Whistler Village หมู่บ้านบนภูเขาที่ทำให้ทุกการเดินทางมีความหมาย เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยพลังงานดี ๆ จากนักเดินทางทั่วโลก ร้านกาแฟหอม ๆ ร้านขายของน่ารัก และเสียงหัวเราะของคนที่กำลังจะขึ้นไปสัมผัสวิวภูเขาที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในแคนาดา

เดินเล่นในหมู่บ้านแล้วคุณจะรู้สึกผ่อนคลาย มีความเป็นมิตร ทั้งอากาศ ผู้คน และบรรยากาศที่ทำให้คุณอยากหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายทุกมุม


Whistler Gondola – จุดเริ่มต้นของการขึ้นเขา

ขึ้นกระเช้าจากหมู่บ้านเพียงไม่กี่นาที คุณจะค่อย ๆ เห็นภูเขาเปิดตัวอย่างช้า ๆ ป่าสนสีเขียวเข้มไล่ระดับไปจนถึงยอดเขาไกลสุดสายตา วิวที่เห็นจากกระเช้าเป็นเหมือนการ์ดเชิญให้คุณเข้าสู่โลกของ Whistler แบบเต็มตัว

บนยอดเขา Whistler มีแลนด์มาร์กสำคัญที่ทุกคนต้องแวะถ่ายรูป:

  • Inukshuk หินเรียงแบบชนพื้นเมืองที่สื่อถึงการนำทางและมิตรภาพ


  • วงแหวนโอลิมปิก (Olympic Rings) ที่ยังตั้งอยู่ตั้งแต่การแข่งขัน Vancouver 2010

วงแหวนนี้ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ แต่เป็นความทรงจำของโอลิมปิกฤดูหนาวที่แคนาดาเป็นเจ้าภาพในปี 2010 ซึ่ง Whistler เป็นสถานที่จัดการแข่งขันหลายรายการ เช่น สกีลงเขา สโนว์บอร์ด และสกีครอสคันทรี ทำให้ภูเขาแห่งนี้มีความหมายมากกว่าความสวยงาม แต่เป็นเวทีของความฝันและชัยชนะของนักกีฬาโลก





 Peak to Peak Gondola – กระเช้าข้ามภูเขาสองยอด

Peak to Peak Gondola คือไฮไลต์ที่ไม่มีใครควรพลาด กระเช้าลอยเหนือหุบเขาลึกกว่า 400 เมตร และเชื่อมยอดเขา Whistler กับ Blackcomb ด้วยระยะทางกว่า 4 กิโลเมตร





ช่วงเวลาที่กระเช้าออกจากสถานีและลอยเข้าสู่กลางหุบเขา เป็นโมเมนต์ที่ทำให้คุณเงียบไปโดยไม่รู้ตัว เพราะวิวตรงหน้ามันอลังการเกินคำบรรยาย ภูเขาซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ป่าสีเขียวเข้ม และเส้นขอบฟ้าที่กว้างจนรู้สึกเหมือนโลกเปิดออกให้คุณเห็นทั้งหมดในครั้งเดียว




นี่คือหนึ่งในกระเช้าที่ได้รับการบันทึกสถิติโลก ทั้งเรื่องความยาวและความสูงจากพื้นดิน และคุณได้สัมผัสมันด้วยตัวเอง


Blackcomb Gondola – บ้านของเจ้ามาร์มอตและวิวที่เงียบสงบกว่า

เมื่อข้าม Peak to Peak มาถึงฝั่ง Blackcomb เป็นยอดเขา ที่มีบรรยากาศต่างจาก Whistler เล็กน้อย เงียบกว่า สงบกว่า และเป็นพื้นที่ที่ธรรมชาติยังคงความดิบแบบสวยงามไว้ครบถ้วน


ที่นี่ฉันบังเอิญได้ภาพของเจ้ามาร์มอต (Marmot) ที่ได้ครอบครองพื้นที่อันสวยงามขุดรูทำรัง จนเราต้องอิจฉาวิวรอบบ้านของมัน


วิวบนยอดเขา Blackcomb เปิดกว้างแบบ 360 องศา มองเห็นเทือกเขา Coast Mountains ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ไกลสุดสายตา เป็นหนึ่งในวิวภูเขาที่สวยที่สุดที่คุณเคยเห็น





หนึ่งในโมเมนต์ที่ทำให้ทริปนี้พิเศษขึ้นอีกขั้น คือการได้นั่งพักในร้านอาหารบนยอดเขา Blackcomb หลังจากเดินชมวิวและเจอเจ้ามาร์มอตน้อย คุณสามารถเลือกนั่งในโซนกลางแจ้งหรือในร้าน แล้วปล่อยให้สายลมเย็น ๆ พัดผ่านขณะมองเทือกเขา Coast Mountains ที่ทอดยาวสุดสายตา



วิวจากร้านอาหารบนยอดเขา Blackcomb เป็นแบบที่ทำให้คุณอยากหยุดเวลาไว้ตรงนั้น ภูเขาซ้อนกันเป็นชั้น ๆ หุบเขาลึกอยู่เบื้องล่าง และท้องฟ้ากว้างที่เปลี่ยนสีไปตามแสงแดด ทุกอย่างรวมกันเป็นฉากที่สวยจนไม่ต้องพยายามถ่ายรูปก็ออกมาดี

มันเป็นช่วงเวลาที่เรียบง่ายแต่มีความหมาย — นั่งกินข้าวบนภูเขา ฟังเสียงลม ดูผู้คนเดินผ่าน และรู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้กำลังบันทึกความทรงจำใหม่ให้คุณแบบเงียบ ๆ


จากยอดเขา Blackcomb เรานั่ง Blackcomb Gondola ลงมาถึงด้านล่าง แล้วเดินประมาณ 10 นาทีกลับ Whistler Village เส้นทางร่มรื่นและเต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นของนักเดินทางที่เพิ่งกลับจากภูเขา 




การเดินทางจาก Vancouver ไป Whistler เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของทริป เพราะเส้นทาง Sea to Sky Highway (Highway 99) เป็นหนึ่งในถนนที่สวยที่สุดในแคนาดา วิวทะเล ภูเขา และป่าสนสลับกันไปตลอดทาง ทำให้การเดินทาง 1 ชั่วโมงครึ่งนี้กลายเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำตั้งแต่ยังไม่ถึง Whistler

1. ขับรถเอง – อิสระที่สุด เหมาะกับคนชอบแวะถ่ายรูป
ถ้าคุณเช่ารถจาก Vancouver การขับขึ้นไป Whistler จะสนุกมาก เพราะคุณสามารถแวะตามจุดชมวิวต่าง ๆ ได้ เช่น
Porteau Cove จุดชมทะเลที่สวยจนต้องหยุด
Shannon Falls น้ำตกใหญ่ใกล้ Squamish
Tantalus Lookout จุดชมวิวภูเขาที่อลังการมาก
เส้นทางขับง่าย ถนนดี และวิวสวยจนลืมเหนื่อย

2. รถบัส – สะดวก ไม่ต้องขับเอง
มีบริการรถบัสจาก Vancouver หลายเจ้า เช่น SkyLynx และ Epic Rides
ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที
ออกจาก Vancouver City Centre หรือ Vancouver Airport (YVR)
ถึง Whistler Village แบบไม่ต้องต่อรถ
เหมาะสำหรับคนที่อยากนั่งชิล ๆ ดูวิวไปเรื่อย ๆ

3. ทัวร์แบบ Day Trip – เหมาะกับคนอยากเที่ยวแบบครบจบ 
บางบริษัทมีแพ็กเกจพาไป Whistler พร้อมแวะจุดชมวิวระหว่างทาง เหมาะกับคนที่อยากได้ไกด์เล่าเรื่องและไม่อยากวางแผนเอง

Whistler ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เป็นประสบการณ์ที่รวมทุกอย่างไว้ครบ:

  • ธรรมชาติที่สวยจนต้องหยุดมอง

  • ประวัติศาสตร์โอลิมปิกที่ยังคงอยู่บนยอดเขา

  • กระเช้าที่พาคุณลอยเหนือแผ่นดินและผืนโลก

  • สัตว์ป่าที่ทำให้ภูเขามีชีวิต

  • หมู่บ้านที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวมองหาความสนุกท่างกลางขุนเขาอันสวยงาม

วันที่เดินทาง มิถุนายน 2569

Red Stones and Altiplanic Lagoons- Chile

หลังจากเยี่ยมชมเขตอนุรักษ์นกฟลามิงโกเสร็จ เราเดินทางต่อไปสู่อุทธยานหินแดง ( Red Stones หรือ Piedras Rojas) จุดที่ภูมิประเทศเปลี่ยนจากสีทองขอ...